ภาพรวม
ราคาทองคำทะลุ $5,000 ต่อออนซ์ในการซื้อขายวันจันทร์ที่ 26 มกราคม 2026 ขึ้นมาแตะระดับ $5,070-5,080 สร้างสถิติสูงสุดใหม่อีกครั้ง หลังจากเพียง 3 เดือนก่อนหน้าที่เพิ่งทะลุ $4,000 ต่อออนซ์ นับเป็นการพุ่งขึ้นกว่า 17% นับตั้งแต่ต้นปี และเพิ่มขึ้นกว่า 85% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
การพุ่งขึ้นครั้งนี้มีแรงหนุนจาก 5 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ความกังวลด้านค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ (Debasement Trade) การลดอัตราดอกเบี้ยของ Fed การเข้าซื้อสะสมของธนาคารกลางทั่วโลก ความกังวลต่อหุ้นที่มีราคาแพงเกินไป และแรงส่งทางเทคนิคที่ยังคงเป็นบวก
ในด้านภูมิรัฐศาสตร์ ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับยุโรปเรื่องกรีนแลนด์ การส่งกองเรือบรรทุกเครื่องบินไปตะวันออกกลางท่ามกลางความตึงเครียดกับอิหร่าน รวมถึงความเสี่ยงการปิดตัวของรัฐบาลสหรัฐฯ ล้วนเป็นปัจจัยที่กระตุ้นความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำ
ผลกระทบต่อตลาดต่างๆ
Forex
- USD อ่อนค่าต่อเนื่อง : ดัชนี DXY ยังคงเผชิญแรงกดดันบริเวณแนวต้าน 100 จุด หลังจากดอลลาร์อ่อนค่าลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 7 เดือน เนื่องจากความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ-ยุโรป และการคาดการณ์ว่า Fed จะคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมสัปดาห์นี้
- EUR/USD แนวโน้มขาขึ้น : ปิดตลาดสัปดาห์ก่อนที่ระดับ 1.1833 และมีโอกาสทดสอบแนวต้าน 1.1918 (สูงสุดเดือนกันยายน 2025) โดยมีแนวรับสำคัญที่ 1.1750-1.1770
- USD/JPY เผชิญความผันผวน : เงินเยนแข็งค่าขึ้นหลังมีรายงานการแทรกแซงจากญี่ปุ่น โดยนายกรัฐมนตรี Sanae Takaichi เตือนถึงความเคลื่อนไหว “ผิดปกติ” ของตลาด ขณะที่ BoJ มีแนวโน้มขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องในปี 2026 ซึ่งจะส่งผลให้ส่วนต่างผลตอบแทนพันธบัตรแคบลงและหนุนเงินเยน
XAUUSD (ทองคำ)
- แนวโน้มขาขึ้นยังคงแข็งแกร่ง : ราคาทะลุ $5,000 ต่อออนซ์ โดยมีเป้าหมายถัดไปที่ $5,100 และ $5,200 ตามลำดับ
- แนวรับสำคัญ : $4,900 (Weekly Channel) และ $4,691 หากหลุดต่ำกว่านี้จะบ่งชี้การกลับตัวในระยะสั้น
- ปัจจัยหนุน : ธนาคารกลางยังคงเข้าซื้อสะสมเฉลี่ย 70 ตันต่อเดือน การลดดอกเบี้ยของ Fed ลด Opportunity Cost ของการถือทองคำ และเงินในกองทุน Money Market มูลค่า $7.7 ล้านล้านดอลลาร์ที่อาจไหลเข้าทองคำ
- Goldman Sachs ประเมิน : ทุกๆ 0.01% ของเงินลงทุนที่ไหลเข้า ETF ทองคำ จะส่งผลให้ราคาทองคำเพิ่มขึ้น 1.4%
US Indices (ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ)
- S&P 500 : เปิดตลาดวันจันทร์เพิ่มขึ้น 0.3% หลังจากสัปดาห์ก่อนดัชนีร่วงลง 2.06% ในวันเดียว (แย่ที่สุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคม) จากความกังวลเรื่องภาษีนำเข้าของ Trump ต่อกรีนแลนด์
- Nasdaq Composite : เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.1% โดยนักลงทุนรอผลประกอบการของ Magnificent Seven (Microsoft, Meta, Tesla, Apple) ในสัปดาห์นี้
- Dow Jones : เพิ่มขึ้น 0.3% นำโดย Cisco Systems (+2.52%) และ Apple (+2.13%)
- ความเสี่ยงสำคัญ : P/E Ratio ของตลาดหุ้นสหรัฐฯ แพงที่สุดในรอบ 100 ปี (รองจากช่วง Dot-com Bubble) โดยเฉพาะหุ้นเทคฯ อย่าง Nvidia, Tesla และ Amazon ที่ครองน้ำหนักสูงในดัชนี
US Oil (น้ำมันดิบ WTI)
- ราคาปัจจุบัน : WTI อยู่ที่ระดับ $60.96 ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นติดต่อกัน 5 สัปดาห์ แต่ยังคงต่ำกว่าปีก่อนประมาณ 17%
- ปัจจัยหนุน : การส่งกองเรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐฯ ไปตะวันออกกลางท่ามกลางความตึงเครียดกับอิหร่าน การหยุดชะงักของการผลิตในคาซัคสถาน และพายุฤดูหนาวในสหรัฐฯ ที่เพิ่มความต้องการพลังงาน
- ปัจจัยกดดัน : IEA คาดการณ์ว่าอุปทานน้ำมันโลกจะเกินความต้องการ 3.7 ล้านบาร์เรลต่อวันในปีนี้ EIA คาดราคา WTI เฉลี่ยทั้งปี 2026 จะอยู่ที่ $52 ต่อบาร์เรล ลดลงจาก $65 ในปี 2025
- แนวต้าน/แนวรับ : แนวต้าน $61.43 แนวรับ $60.46 (Fib 38.2%) และ $59.86 (Fib 61.8%)
Cryptocurrencies (เหรียญดิจิทัล)
- Bitcoin : ร่วงลงต่ำกว่า $88,000 ($87,826) ในการซื้อขายช่วงสุดสัปดาห์ ขยายการปรับฐานที่เริ่มมาตลอดสัปดาห์ โดยมีการ Liquidate สถานะ Long มูลค่ากว่า $1 พันล้านดอลลาร์
- ปัจจัยกดดัน : ความกังวลเรื่องการแทรกแซงค่าเงินเยนของญี่ปุ่น ความเสี่ยงการปิดตัวของรัฐบาลสหรัฐฯ (Polymarket ให้โอกาส 76%) และการไหลออกของเงินจาก ETF
- สิ่งที่ต้องจับตา : การประชุม Fed และผลประกอบการของบริษัทเทคฯ ยักษ์ใหญ่ในสัปดาห์นี้ ซึ่งจะส่งผลต่อ Risk Sentiment
- แนวรับ/แนวต้าน : แนวรับสำคัญ $85,000-88,000 แนวต้าน $91,000-92,500 หากยืนเหนือ $89,000 ได้ มีโอกาสฟื้นตัว
บทสรุป
การพุ่งขึ้นของทองคำสู่ระดับ $5,000 สะท้อนความกังวลของนักลงทุนต่อเสถียรภาพของระบบการเงินโลก โดยเฉพาะความเชื่อมั่นต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ที่ถูกกดดันจากนโยบายภาษีของ Trump ความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์ และแนวโน้มดอกเบี้ยขาลง
ในขณะที่ทองคำเป็นผู้ชนะในสภาพแวดล้อมนี้ สินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้นและเหรียญดิจิทัลกลับเผชิญความผันผวน ด้าน Forex เห็นดอลลาร์อ่อนค่าและเงินเยนมีโอกาสแข็งค่าขึ้น ส่วนน้ำมันยังคงได้รับแรงหนุนจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง แม้จะมีความกังวลด้านอุปทานส่วนเกิน
สัปดาห์นี้ต้องจับตา: การประชุม FOMC วันพุธที่ 28 มกราคม, ผลประกอบการ Magnificent Seven และความเคลื่อนไหวด้านภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ