หนึ่งในปรากฏการณ์ที่นักเทรดและผู้ติดตามตลาดพลังงานมักพบเจอบ่อยครั้ง คือราคาน้ำมันขึ้นแรงทั้งที่ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้นจริง เหตุการณ์นี้มีชื่อเรียกเฉพาะในแวดวงการเงินว่า “War Premium” หรือ “ส่วนเพิ่มความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์”
▸ War Premium คืออะไร?
War Premium คือส่วนต่างของราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นเกินกว่าที่สมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทาน (Supply & Demand) จะอธิบายได้ตามปกติ โดยมีต้นเหตุมาจาก ความกังวลของตลาดว่าอาจเกิดความขัดแย้งทางทหาร ซึ่งจะกระทบการผลิตหรือการขนส่งน้ำมัน
พูดง่าย ๆ คือ ตลาดกำลัง “จ่ายเพิ่ม” สำหรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว
▸ War Premium ทำงานอย่างไร?
🔴 เกิดขึ้นเร็ว — ข่าวภูมิรัฐศาสตร์เพียงหัวข้อเดียวสามารถทำให้ราคาน้ำมันขึ้น 2–5% ภายในชั่วโมงเดียว
🔴 หายไปเร็ว — หากสถานการณ์คลี่คลายหรือมีการเจรจา ส่วน Premium นี้มักหายไปอย่างรวดเร็วเช่นกัน
🔴 ขึ้นอยู่กับ “จุดเสี่ยง” — ยิ่งพื้นที่ขัดแย้งอยู่ใกล้เส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญ เช่น Strait of Hormuz หรือ Strait of Malacca ยิ่งทำให้ War Premium สูงขึ้น
▸ ตัวอย่างในประวัติศาสตร์
📖 สงครามอ่าว (1990) — ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นกว่า 100% ภายในไม่กี่เดือน หลังอิรักบุกคูเวต ก่อนที่จะร่วงลงเร็วหลังสงครามสิ้นสุด
📖 ความตึงเครียดสหรัฐฯ–อิหร่าน (2019) — น้ำมันดิบขึ้น 15% ในวันเดียวหลังโดรนโจมตีโรงกลั่นน้ำมันในซาอุดีอาระเบีย
📖 รัสเซียบุกยูเครน (2022) — Brent ขึ้นไปแตะ $130/bbl ก่อนค่อย ๆ ปรับลดลงเมื่อตลาดประเมินผลกระทบจริงได้ชัดเจนขึ้น
▸ ทำไมถึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับนักเทรด CFD?
📌 War Premium ทำให้ราคาน้ำมันเคลื่อนไหว ไม่สัมพันธ์กับข้อมูลเศรษฐกิจ ในระยะสั้น ผู้ที่อ่านแค่ตัวเลขอุปทาน-อุปสงค์อาจไม่เข้าใจว่าทำไมราคาถึงขึ้น
📌 สินทรัพย์ที่ได้รับผลกระทบจาก War Premium ไม่ได้มีแค่น้ำมัน แต่รวมถึง ทองคำ (Safe Haven), ดอลลาร์สหรัฐฯ, ค่าเงินของประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน และดัชนีหุ้น
📌 การติดตามข่าวภูมิรัฐศาสตร์ควบคู่กับข้อมูลเศรษฐกิจ จึงเป็นทักษะสำคัญในการทำความเข้าใจตลาดพลังงานอย่างรอบด้าน
🔍 ในสัปดาห์ที่เริ่มต้น 23 ก.พ. 2026 War Premium ยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องจับตาในตลาดน้ำมัน ติดตามพัฒนาการต่อเนื่องได้ทุกสัปดาห์ครับ