สรุปภาวะตลาด CFD สัปดาห์ที่ 19-25 มกราคม 2026
สัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นหนึ่งในสัปดาห์ที่มีความผันผวนสูงที่สุดของปี 2026 โดยแรงกดดันหลักมาจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ-ยุโรป เกี่ยวกับประเด็นกรีนแลนด์ของประธานาธิบดี Trump ซึ่งได้สร้างความปั่นป่วนให้กับตลาดการเงินทั่วโลก ก่อนที่สถานการณ์จะคลี่คลายลงในวันที่ 21 มกราคม หลังจากบรรลุข้อตกลงกรอบความร่วมมือกับ NATO ส่งผลให้เกิด “Sell America Trade” โดยนักลงทุนเทขายสินทรัพย์สหรัฐฯ และหันไปพักเงินในสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำและเงิน
นอกจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์แล้ว ตลาดยังเผชิญกับข้อมูลเศรษฐกิจที่แสดงให้เห็นถึงการชะลอตัวของจีน โดย GDP ไตรมาส 4/2025 ขยายตัวเพียง 4.5% ต่ำสุดในรอบ 3 ปี ขณะที่เงินเฟ้อในสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักรยังคงสูงกว่าเป้าหมาย ทำให้แนวโน้มการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางหลักยังมีความไม่แน่นอน
ภาพรวมตลาดรายสินทรัพย์
ทองคำ (XAUUSD)
- ราคาปิดสัปดาห์ใกล้ระดับ $4,980 หลังทำจุดสูงสุดใหม่ตลอดกาลที่ $4,988
- แนวโน้มขาขึ้นแข็งแกร่ง โดยมี Safe Haven Demand เป็นปัจจัยหนุนหลัก
- ราคาพุ่งขึ้นกว่า 80% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
- แนวรับสำคัญ: $4,900, $4,800 และ $4,700
- แนวต้านสำคัญ: $5,000 (ระดับจิตวิทยา), $5,060 และ $5,200
เงิน (XAGUSD)
- ทะลุระดับ $100 ต่อออนซ์ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ โดยทำจุดสูงสุดที่ $102.95
- ราคาปัจจุบันซื้อขายอยู่ในช่วง $93-95 หลังปรับฐานจากแรงขายทำกำไร
- ได้รับแรงหนุนจาก Short Squeeze ครั้งประวัติศาสตร์และความต้องการจากภาคอุตสาหกรรม
- แนวรับสำคัญ: $90, $85 และ $80
- แนวต้านสำคัญ: $100, $105 และ $109
ดอลลาร์สหรัฐ (DXY)
- ดัชนีดอลลาร์ร่วงแรงสู่ระดับ 97.46 ต่ำสุดในรอบ 3.5 เดือน
- อ่อนค่าลงกว่า 9% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
- ปัจจัยกดดัน: ความไม่แน่นอนนโยบายของ Trump และความคาดหวังการลดดอกเบี้ย Fed
- แนวรับสำคัญ: 96.22 (Low 52 สัปดาห์), 95.00
- แนวต้านสำคัญ: 98.50, 100.00 และ 100.22
น้ำมันดิบ WTI
- ราคาซื้อขายอยู่ในกรอบ $59-61 ต่อบาร์เรล
- ได้รับแรงหนุนจากภัยคุกคามอิหร่านของ Trump ที่ประกาศส่งกองเรือรบไปตะวันออกกลาง
- ปัจจัยกดดัน: IEA คาดการณ์อุปทานล้นตลาดในปี 2026 และความหวังสันติภาพยูเครน
- แนวรับสำคัญ: $58, $55 และ $54.40
- แนวต้านสำคัญ: $62, $65 และ $70
เหรียญดิจิทัล (BTC)
- ราคาซื้อขายอยู่ในกรอบ $87,000-90,000 ยังคงอยู่ในแนวโน้มขาลงระยะสั้น
- ตลาดอยู่ในภาวะ “Extreme Fear” ตามดัชนี Fear & Greed
- ได้รับแรงกดดันจากการเทขายสินทรัพย์เสี่ยงและ Supply จาก Short-term Holders
- แนวรับสำคัญ: $85,000, $80,000 และ $75,000
- แนวต้านสำคัญ: $92,000, $99,500 และ $100,000-102,000
ดัชนี S&P 500
- ปิดสัปดาห์ใกล้ระดับ 6,915 จุด
- เผชิญความผันผวนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และฤดูกาลประกาศผลประกอบการ
- Market Breadth ยังคงแข็งแกร่ง โดย 68% ของหุ้นซื้อขายเหนือ Moving Average 50 วัน
- แนวรับสำคัญ: 6,800, 6,700 และ 6,600
- แนวต้านสำคัญ: 7,000, 7,100 และ 7,200
EUR/USD
- แข็งค่าขึ้นทะลุระดับ 1.1800 ปิดสัปดาห์ใกล้ 1.1826
- ได้รับแรงหนุนจากดอลลาร์อ่อนค่าและ PMI ยุโรปที่ยังขยายตัว
- แนวรับสำคัญ: 1.1750, 1.1700 และ 1.1640
- แนวต้านสำคัญ: 1.1850, 1.1900 และ 1.2000
USD/JPY
- ร่วงแรงสู่ระดับ 156.01 เยนแข็งค่าจาก Safe Haven Demand
- BOJ คงดอกเบี้ยที่ 0.75% แต่ส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยต่อในอนาคต
- แนวรับสำคัญ: 155.00, 152.00 และ 150.00
- แนวต้านสำคัญ: 158.00, 160.00 และ 162.00
ปัจจัยที่ต้องติดตามในสัปดาห์นี้ (26-30 มกราคม 2026)
สัปดาห์นี้จะเป็นสัปดาห์ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อทิศทางตลาดการเงินโลก โดยมีเหตุการณ์สำคัญหลายประการที่นักลงทุนต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด
🔴 การประชุม FOMC และการตัดสินใจอัตราดอกเบี้ยของ Fed (28-29 มกราคม)
- ตลาดคาดการณ์ว่า Fed จะคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้
- จุดสนใจอยู่ที่ถ้อยแถลงและ Press Conference ของประธาน Fed ในช่วง 2:00-2:30 AM ตามเวลาประเทศไทย
- นักลงทุนจะวิเคราะห์ท่าทีของ Fed ต่อแนวโน้มเงินเฟ้อและความเป็นไปได้ในการลดดอกเบี้ยปีนี้
📊 ข้อมูล GDP ไตรมาส 4 ของสหรัฐฯ (29 มกราคม)
- คาดการณ์ขยายตัว 4.3% ซึ่งจะสะท้อนความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐฯ
- หากตัวเลขออกมาสูงกว่าคาด อาจลดโอกาสการลดดอกเบี้ยของ Fed
📈 ดัชนี Core PCE Price Index (30 มกราคม)
- เป็นตัวชี้วัดเงินเฟ้อที่ Fed ให้ความสำคัญมากที่สุด
- จะส่งผลต่อความคาดหวังนโยบายการเงินในระยะข้างหน้า
💼 ผลประกอบการบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่
- Meta, Microsoft, Tesla (29 มกราคม) และ Apple (30 มกราคม)
- ผลประกอบการของกลุ่ม “Magnificent Seven” จะมีผลต่อทิศทางตลาดหุ้นสหรัฐฯ อย่างมีนัยสำคัญ
🌍 ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ที่ต้องติดตาม
- ความคืบหน้าการเจรจาสันติภาพยูเครน หลังมีข่าวการประชุมไตรภาคีสหรัฐฯ-รัสเซีย-ยูเครน
- ท่าทีของ Trump ต่ออิหร่าน ซึ่งอาจส่งผลต่อราคาน้ำมัน
- การเลือกประธาน Fed คนใหม่ของ Trump หลังวาระของ Jerome Powell สิ้นสุดในเดือนพฤษภาคม
ปัจจัยทางเศรษฐกิจที่น่าสนใจ
เศรษฐกิจจีน: สัญญาณชะลอตัวชัดเจน
GDP ไตรมาส 4/2025 ของจีนขยายตัวเพียง 4.5% ต่ำสุดในรอบ 3 ปี สะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่ยังคงกดดันเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคอสังหาริมทรัพย์ที่การลงทุนลดลง 17.2% และยอดค้าปลีกเดือนธันวาคมขยายตัวเพียง 0.9% ต่ำสุดนับตั้งแต่ธันวาคม 2022 อย่างไรก็ตาม การผลิตภาคอุตสาหกรรมยังคงแข็งแกร่งที่ 5.2% และดุลการค้าเกินดุลสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ $1.2 ล้านล้านดอลลาร์ ตลาดกำลังจับตามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากรัฐบาลจีนที่อาจมาในปี 2026
เงินเฟ้อสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร: ยังสูงกว่าเป้าหมาย
ดัชนี PCE ของสหรัฐฯ เดือนพฤศจิกายนอยู่ที่ 2.8% ยังคงสูงกว่าเป้าหมาย 2% ของ Fed ขณะที่ CPI ของสหราชอาณาจักรเดือนธันวาคมเร่งตัวขึ้นเป็น 3.4% สูงกว่าคาดการณ์ ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ธนาคารกลางทั้งสองแห่งอยู่ในสถานะที่ต้องชั่งน้ำหนักระหว่างการควบคุมเงินเฟ้อกับการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ
ตลาดแรงงานออสเตรเลีย: แข็งแกร่งเหนือคาด
ข้อมูลการจ้างงานเดือนธันวาคมของออสเตรเลียสร้างความประหลาดใจให้ตลาด โดยเพิ่มขึ้น 65,200 ตำแหน่ง สูงกว่าคาดการณ์ที่ 30,000 ตำแหน่งกว่าเท่าตัว ส่งผลให้อัตราการว่างงานลดลงเหลือ 4.1% จาก 4.3% ข้อมูลนี้หนุนให้ AUD แข็งค่าอย่างมีนัยสำคัญและเพิ่มโอกาสที่ RBA อาจขึ้นดอกเบี้ยในปี 2026
BOJ คงดอกเบี้ย แต่ส่งสัญญาณ Hawkish
Bank of Japan ตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยที่ 0.75% ด้วยคะแนนเสียง 8-1 พร้อมปรับเพิ่มประมาณการ GDP ปี 2025-2026 การตัดสินใจนี้มาก่อนการเลือกตั้งกะทันหันในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ อย่างไรก็ตาม สมาชิกหนึ่งคนเสนอให้ขึ้นดอกเบี้ยเป็น 1.0% สะท้อนว่า BOJ ยังคงอยู่ในทิศทางการขึ้นดอกเบี้ยในระยะข้างหน้า
Disclaimer: บทวิเคราะห์นี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการลงทุน การตัดสินใจซื้อขายใดๆ ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและประเมินความเสี่ยงด้วยตนเอง การเทรด CFD มีความเสี่ยงสูงและอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งหมด